ก.พลังงาน เตรียมปรับราคา E10 (แก๊สโซฮอล์ 95/91)ให้มีตัวเลขส่วนต่าง 3 บาท เพื่อจูงใจให้คนใช้ E20
กระทรวงพลังงานได้ประกาศแผนรับมือวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่กำลังผันผวน โดยมีเป้าหมายปรับส่วนต่างราคาขายปลีกให้ E20 ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) เป็น 3 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ผ่านมาส่วนต่างจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร
โดยใช้กลไกจาก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาบริหารจัดการ โดยมีการปรับราคานำร่องไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการปรับขึ้นราคาแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 อย่างละ 50 สตางค์ ในขณะที่ ลดราคา E20 ลง 50 สตางค์ เพื่อให้ช่องว่างราคาห่างกันตามเป้าหมาย

การใช้ E20 ช่วยลดการใช้น้ำมันฟอสซิลแท้ๆ ลง 20% โดยใช้เอทานอลที่ผลิตได้ในประเทศ (จากอ้อยและมันสำปะหลัง) มาทดแทน ช่วยยืดระยะเวลาสำรองน้ำมันดิบของประเทศให้ใช้ได้นานขึ้น ในยามที่สถานการณ์โลก (โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง) มีความตึงเครียด สนับสนุนเกษตรกรเป็นการสร้างความต้องการใช้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยอย่างยั่งยืน
นอกจากการผลักดัน E20 แล้ว กระทรวงพลังงานยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ประกาศออกมาพร้อมกัน เช่น ดีเซล เตรียมปรับสูตรพื้นฐานเป็น B7 เริ่มวันที่ 14 มีนาคม 2569 เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบ
LPG ตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปอีก 2 เดือน (จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569)
ถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับผู้ใช้รถที่รองรับ E20 ซึ่งรถรุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่ในตลาดรองรับหมดแล้วจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายต่อลิตรได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันมาก เพราะในทางเทคนิค E20 ให้พลังงานน้อยกว่า E10 จริง เนื่องจากมีส่วนผสมของเอทานอลสูงกว่า (เอทานอลให้พลังงานความร้อนน้อยกว่าน้ำมันเบนซินเพียวๆ)
อัตราการสิ้นเปลือง โดยเฉลี่ยแล้ว เมื่อเปลี่ยนจาก E10 (แก๊สโซฮอล์ 95/91) มาเป็น E20 รถจะกินน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 3-4%
สมมติว่ารถเติม E10 ได้ระยะทาง 15 กม./ลิตร
เมื่อเติม E20 ระยะทางจะลดลงเหลือประมาณ 14.4 – 14.5 กม./ลิตร
ถ้ายึดส่วนต่างราคาที่กระทรวงพลังงานตั้งเป้าไว้ที่ 3 บาท
ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 (E10) สมมติว่า 38.00 บาท/ลิตร
ราคา E20 จะอยู่ที่ 35.00 บาท/ลิตร (ส่วนต่าง 3 บาท หรือประมาณ 8%)
ถ้าส่วนต่างราคา (8%) มากกว่า อัตราการกินน้ำมันที่เพิ่มขึ้น (3-4%) = E20 ยังคงคุ้มค่ากว่าในเชิงตัวเงิน
ปัจจัยที่อาจทำให้ ไม่คุ้ม แม้ตัวเลขส่วนต่าง 3 บาทจะดูเหมือนคุ้ม แต่มีบางกรณีที่ E20 อาจเสียเปรียบ
สภาพการจราจร ถ้ารถติดสาหัสในเมือง รถต้องออกตัวบ่อยๆ เครื่องยนต์ที่ใช้ E20 อาจจะต้องฉีดน้ำมันหนาขึ้นเพื่อชดเชยแรงบิดที่หายไปเล็กน้อย ทำให้ตัวเลขสิ้นเปลืองอาจจะหล่นไปถึง 5-6% ซึ่งจะเริ่มเบียดบังความคุ้มค่าของส่วนต่าง 3 บาท
พฤติกรรมการขับขี่ถ้าเป็นคนขับรถเร็ว ชอบคิกดาวน์ (Kick-down) บ่อยๆ การใช้ E20 อาจจะทำให้รู้สึกว่ารถอืดลงนิดหน่อย จนต้องกดคันเร่งลึกกว่าเดิม ผลคือเข็มน้ำมันตกลงเร็วกว่าปกติจนรู้สึกไม่คุ้ม
เครื่องยนต์รุ่นเก่ารถบางรุ่นที่ไม่ได้ถูกปรับจูนกล่อง ECU มาเพื่อ E20 โดยเฉพาะ (แม้จะรองรับตามสเปก) อาจจะทำระยะทางต่อลิตรได้แย่กว่ารถรุ่นใหม่ๆ ที่พัฒนามาเพื่อน้ำมันกลุ่มนี้โดยตรง